คนล่าฝัน

กำลังใจ

ขอเป็นอีก หนึ่งแรงใจ ให้เธอสู้

ให้เธอรู้  ว่าเธอ ยังมีหวัง

ขอส่งแรงใจ ให้เธอ มีแรงพลัง

ไปยังฝัน ที่เธอวาดหวัง และตั้งใจ

ที่มา  http://poem.mthai.com/view/7997

สิ่งที่ประทับใจ

วันนี้รู้สึกดีใจที่รายงานฝึกภาคสนามแก้เสร็จแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะมีรอบหน้าอีกไหม ขอให้เสร็จๆ ไปซะทีเหอะ

พรุ่งนี้ก็มีสอบวิชาทันตกรรมพื้นฐาน ขอให้กำลังใจตัวเอง และเพื่อนๆ ทำข้อสอบกันให้ได้ทุกคนน่ะ

ลอยแพ 7 สู้ๆๆ

 

 

แม่จ๋า…หนูรักแม่น่ะ

หนูร้ากกก..แม่น่ะ

 ที่มา  http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1708032

…ขอบคุณที่ให้ลูกอยู่ในร่างกายข​องแม่ตั้ง 9 เดือน
…ขอบคุณที่รัก ทะนุถนอม และให้ความอบอุ่นปลอดภัย
…ขอบคุณที่เสียสละของโปรดของแม่​ให้ลูกกิน
…ขอบคุณที่อดทนเลี้ยงลูกด้วยนมแ​ม่ถึง 2 ปี ทั้งๆที่ลูกกัดจนเป็นแผล
…ขอบคุณที่ช่วยเลี้ยงลูกของลูก
…ขอบคุณที่ทำให้ลูกรู้ว่า ความรักมีจริงแม้ในวันที่ลูกทำตัวไม่น่ารักที่สุดในโลก

 

หนี้ของแม่
ดูสิ…แม่
อุ้มมาแต่ในท้องจนเก้าเดือน
หนึ่งปี…สองปี…สามปี
กอดไว้กับอก
อุ้มไว้กับเอว
แบกไว้กับหลัง
กลั่นสายเลือดออกมา
ให้ดูดดื่ม…
ใครนะ…เคยดื่ม เลือดในอกแม่

 

แม่…คนที่ไม่ต้องมองหาก็มองเห็น
ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การให้อภัยที่ไม่มีวันที่สิ้นสุ​ด คือสิ่งที่แม่ทำให้ ลูกรับรู้อยู่เสมอความรักของแม่เหมือนดวงดาว​บนท้องฟ้า ไม่ว่าลูกจะมองหรือไม่มอง มันก็ยังคงส่องสว่างอยู่ตรงนั้น​ แต่ไม่รู้อะไรบางอย่างที่ทำให้ลูกมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
บางครั้งฉันเคยถามตัวเองว่า รักของแม่เป็นยังไงนะ และฉันรักแม่เหมือนที่แม่รักฉัน​รึเปล่า หลายครั้ง ฉันไม่อาจหาคำตอบนั้นได้ อาจเป็นเพราะฉันเป็นเพียงลูก แต่…ถ้าหากสักวันหนึ่งฉันมีโอกา​ส ได้เป็นแม่ ฉัน…คงอยากกระซิบข้างใจแม่ว่า แม่จ๋า…ฉันอยากเป็นลูกสาว ตัวเล็กๆของแม่อีกครั้ง

ที่มา…จากหนังสือ “คู่มือรักแม่” รวบรวมและเรียบเรียงโดย มยุรา วงษ์สันต์

 

สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

                สิ่งแปลกปลอม หมายถึง เศษวัตถุ สารเคมี เมล็ดผลไม้ หรือวัตถุใดก็ตามที่เข้าสู่อวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น ตา หู คอ จมูก และกระเพาะอาหาร ซึ่งเมื่อเข้าไปค้างหรือตำอยู่ภายในอวัยวะเหล่านี้แล้ว เป็นเหตุให้เกิดอันตรายขึ้น ซึ่งต้องให้การปฐมพยาบาลเพื่อนำสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกจากร่างกาย 

ข้อมูลทั่วไป :
สิ่งแปลกปลอมเข้าตา (Foreign bodies in eyes)
 
สิ่งแปลกปลอมเข้าตา   ได้แก่   เศษฝุ่นละออง    เศษเหล็ก   ขนตา  แมลง  ฯลฯ   ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง   น้ำตาไหล    เจ็บปวด    ลืมตาไม่ขึ้น    ซึ่งการปฐมพยาบาลก็ต้องปฏิบัติตามกรณีนั้น  ๆคือ 

สิ่งแปลกปลอมเข้าตาชนิดธรรมดา     คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในเปลือกตาหรือลูกตาทำให้เกิดความระคายเคือง  เจ็บตา   และสิ่งแปลกปลอมนี้อาจจะเคลื่อนที่ไปได้ 

การปฐมพยาบาล
1.  อย่าขยี้ตา
2.  ลืมตาในน้ำสะอาด   หรือล้างตาด้วยน้ำอุ่น   หรือน้ำยาบอริค 3%    (Boric  acid 30%)  หรือน้ำเกลือ (Normal saline solution)
3.  ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ให้เปิดเปลือกตาขึ้น    ใช้มุมผ้าบาง ๆ   ที่สะอาดหรือใช้สำลีพันปลายไม้เขี่ยออก 
4.   ถ้าสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในเปลือกตาบน   ให้จับและดึงเปลือกตาบนด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้    พับหนังตาบนด้วยไม้พันสำลี   บอกให้ผู้บาดเจ็บมองลงต่ำจะเห็นบริเวณเปลือกตา และดวงตาจากนั้นใช้ผ้าสะอาดเขี่ยสิ่งแปลกปลอมออก
5.   เมื่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าตาออกเรียบร้อยแล้ว    ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นปริมาณมาก ๆ  

สิ่งแปลกปลอมเข้าตาชนิดฝังคาอยู่ในตา   สิ่งแปลกปลอมลักษณะนี้จะเคลื่อนที่ไม่ได้  เช่น    สะเก็ดหิน   ผงเหล็ก   ซึ่งมีความแหลมคมฝังอยู่ในดวงตาส่วนใดส่วนหนึ่ง 

การปฐมพยาบาล
1.  อย่าขยี้ตา   หรือพยายามเขี่ยสิ่งแปลกปลอมเองฅ
2.   ให้หลับตา   และใช้ผ้าก๊อซสะอาดปิดตา   พันผ้าไว้เพื่อยึดไม่ให้เคลื่อนไหว
3.  รีบนำส่งโรงพยาบาล 

กรดหรือด่างเข้าตา    ส่วนมากมักจะเป็นอุบัติเหตุ  ซึ่งมีอันตรายมาก    เพราะกรดหรือด่างจะกัดลูกตา  และถ้าเข้าตาเป็นจำนวนมาก   อาจจะทำให้ตาบอดได้ 

อาการ
ผู้บาดเจ็บจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเครืองตาอย่างมาก ลืมตาไม่ขึ้น มองภาพไม่ชัดเจนหรือมองไม่เห็น ขอบตาแดง เยื่อบุตาบวมแดงมาก 

การปฐมพยาบาล
1.  รีบลืมตาในน้ำสะอาด    หรือล้างตาด้วยน้ำสุกอุ่น   หรือน้ำเกลือ (Normal  saline solution)    ปริมาณมาก ๆ 
2.  ล้างนาน ๆ   อาจเป็นเวลา 30-40  นาที  เพื่อทำให้กรดหรือด่างเจือจาง  (ถ้าเป็นกรดอาจล้าง 30  นาที  ถ้าเป็นด่างอาจล้างนานถึง 1  ชั่วโมง )   เพราะด่างซึมลึกลงไปได้มากกว่ากรด   และทำลายอวัยวะภายในดวงตาได้มาก
3.ปิดตาแล้วพันผ้าไว้ รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบจักษุแพทย์ 

ลูกตาถูกความร้อนลวก  ได้แก่  น้ำร้อนลวก  น้ำมันลวก   ถูกแก๊สหุงต้มระเบิด 
อาการ  ผู้บาดเจ็บจะมีอาการเจ็บปวดมาก  ลืมตาไม่ขึ้น    ถ้าเป็นพวก   burn  ขนตาจะไหม้   ขอบตาไหม้แดงพอง

การปฐมพยาบาล
1.  ปิดตาและพันผ้าไว้ให้แน่นพอสมควร
2.  ให้ผู้บาดเจ็บนอนพักนิ่ง ๆ ถ้าปวดให้ยาแก้ปวด
3.  รีบส่งโรงพยาบาล 

สิ่งแปลกปลอมเข้าหู (Foreign bodies in ears)

สิ่งแปลกปลอมเข้าหู   สิ่งแปลกปลอมที่เข้าในหู ที่พบบ่อย ๆ อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 
สิ่งแปลกปลอมประเภทเศษวัตถุ   ได้แก่ ก้อนหิน   ก้อนกรวด    เมล็ดพืช   ลูกปัด  กระดุม ฯลฯ    มักพบในเด็ก ๆ  ที่ใส่เข้าไปโดยไม่รู้ถึงอันตรายว่าเป็นอย่างไร   หรือเล่นกันและพบได้ในคนปัญญาอ่อน 

การปฐมพยาบาล
1.   อย่าพยายามใช้นิ้วมือหรือไม้แคะหู  เพราะจะทำให้วัตถุเลื่อนลึกลงไป
2.   ให้เอียงหูข้างนั้นต่ำลง  หรือให้นอนตะแคงและกระตุกใบหูข้างนั้นมาก  ๆ  วัตถุจะเลื่อนออกมาเองได้
3.    ถ้าวัตถุยังไม่ออกรีบส่งโรงพยาบาล 

สิ่งแปลกปลอมประเภทตัวแมลงต่างๆ   ได้แก่  ยุง   แมลงสาบ   ตัวหนอน   เห็บ   เหา   มักพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่  สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปมาทำให้เกิดความรำคาญและเจ็บปวดอย่างมาก 

อาการ
ผู้บาดเจ็บจะรู้สึกอื้อรำคาญ   การได้ยินอาจเสียไปเล็กน้อย   ในเด็กมักจะเอามือจับบริเวณหูหรือแคะหู    แมลงบางชนิดเช่น   เห็บ  เหา   แมลงอื่นๆ    จะกัดทำให้มีเลือดออกหรือเจ็บปวดอย่างรุนแรง    อาการปวดหูอาจเกิดจากการอักเสบของช่องหู 

การปฐมพยาบาล
1.หยอดหูข้างนั้นด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำมันมะกอกจนเต็ม   เพื่อให้ตัวแมลงตาย   และลอยขึ้นมา  แต่ถ้าผู้บาดเจ็บมีประวัติว่าเป็นหูน้ำหนวกห้ามใช้น้ำหยอดเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบ 
2.ใช้ไม้พันสำลีที่สะอาด  ทำความสะอาดหูข้างนั้น
3. ถ้าแมลงนั้นตายและไม่ลอยขึ้นมา  อาจเป็นเพราะแมลงตัวใหญ่ ให้รีบส่งโรงพยาบาล 

สิ่งแปลกปลอมติดคอ (Foreign bodies in throat)  
สิ่งแปลกปลอมในปากและคอ  ในปากและคอจะพบสิ่งแปลกปลอมชนิดแหลมหรือมีคม   เช่น ก้างปลา    ไม้กลัด   ลวดเย็บกระดาษ สิ่งเหล่านี้จะติดที่บริเวณโคนลิ้น   ผนังคอ   ต่อมทอนซิลหรืออาจลึกลงไปถึงฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) 

อาการ
จะเจ็บคอเวลากลืนน้ำลายหรืออาหาร 
สิ่งแปลกปลอมในหลอดอาหาร   มักพบสิ่งแปลกปลอมในบริเวณส่วนต้นของหลอดอาหารและเป็นวัตถุแหลมคมเช่น    ก้างปลา  ฟันปลอม   กระดูกไก่  กระดูกเป็ด   และเหรียญต่างๆ 

อาการ
เจ็บบริเวณคอเวลากลืนน้ำลายหรืออาหาร  รับประทานอาหารไม่ได้   ต่อมาอาการเจ็บอาจจะหายไปเนื่องจากสิ่งแปลกปลอมหลุดลงไปในกระเพาะอาหาร 
สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่กล่องเสียงและหลอดลม   สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่กล่องเสียงและหลอดลม  มักจะเป็นวัตถุที่ลื่น  เช่น   เมล็ดพืช   กระดุม  เศษอาหาร  เหรียญต่างๆ 

อาการ
ส่วนใหญ่สิ่งแปลกปลอมจะลงไปติดในหลอดลม   ถ้าติดในกล่องเสียงผู้บาดเจ็บจะหายใจขัด   ตัวเขียว  และเสียชีวิตได้

การปฐมพยาบาล
1.ถ้าเป็นก้างปลาเล็ก ๆ  ให้กลืนน้ำอึกใหญ่ ๆ  ข้าวสุกเป็นก้อน ๆ  ไม่ต้องเคี้ยว  ขนมปังปอนต์หรือขนมสาลี   ก็อาจจะหลุดไปเองได้
2. ถ้าไม่ออก   อย่าพยายามเขี่ยหรือดึงออก
3. ถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ  ให้ผู้ปฐมพยาบาลรีบจับลำตัวคว่ำ    ห้อยศีรษะลงต่ำแล้วตบกลางหลังแรง ๆ    เพื่อให้ไอออกมา
4. ถ้าเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่   ให้ยืนก้มตัวลงมาก ๆ       ให้ห้อยหัวลง  ผู้ปฐมพยาบาลเข้าข้างหลังใช้แขนซ้ายสอดครั้งเอวไว้    ใช้มือขวาตบกลางหลังแรงๆ    อาจไอออกมาได้  หรือให้นอนคว่ำหรือตะแคงศีรษะต่ำ  ผู้ปฐมพยาบาลตบหลังผู้ป่วยระหว่างไหล่ทั้งสองข้างให้แรงพอสมควร   ถ้ายังติดอยู่หรือติดอยู่ลึก   ควรส่งปรึกษาแพทย์
5. ถ้ามีการหายใจขัด   หรือหยุดหายใจให้ช่วยหายใจ 

สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก (Foreign bodies in nose)           
มักพบในเด็กโดยการสอดใส่เข้าไปเอง   วัตถุแปลกปลอมที่พบบ่อย ๆ  ได้แก่  ยางลบ  กระดุม   เมล็ดผลไม้   ข้าวเปลือก  ก้อนหิน  เป็นต้น 

อาการ
ถ้าติดอยู่ในรูจมูก    ผู้บาดเจ็บจะมีอาการคัดจมูกมีน้ำมูกใส  ๆ และจามในระยะแรก  นาน ๆ เข้าจะมีสีเหลืองมีกลิ่นเหม็น   เป็นแผลมีหนองและมีเลือดออก   ส่วนใหญ่มักพบข้างเดียว   ในบางกรณีถ้าเป็นเศษเล็กและลื่น     อาจตกลงไปในกระเพาะอาหารหรือหลอดลม 

การปฐมพยาบาล
1. อย่าใช้นิ้วหรือไม้แคะออก   เพราะจะทำให้วัตถุนั้นเลื่อนลงไปอีก
2. ให้ปิดจมูกข้างหนึ่งแล้วสั่งแรง ๆ   วัตถุนั้นก็อาจจะหลุดออกมาได้
3. ถ้าวัตถุนั้นอยู่ลึกมาก    สั่งไม่ออก  ให้รีบปรึกษาแพทย์  เพราะแพทย์จะได้ช่วยเอาออกโดยใช้เครื่องมือที่งอเป็นตะขอ (Nasal hook)   เขี่ยออก 

สิ่งแปลกปลอมตกลงไปในกระเพาะอาหาร (Foreign bodies in Stomach)    
สิ่งแปลกปลอมตกลงไปในกระเพาะอาหาร     ที่พบได้แก่   สตางค์  แหวน   เข็มเย็บผ้า ตะปู   เข็มกลัด ฯลฯ 

อาการ
ถ้าเป็นวัตถุใหญ่ทำให้ลำไส้อุดตัน   อาหารผ่านไม่ได้   ถ้าเป็นวัตถุปลายแหลมอาจทิ่มตำกระเพาะอาหารและลำไส้ทะลุ   จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเอาออก 

การปฐมพยาบาล
1. ให้รับประทานขนมปังปอนด์    ขนมฝรั่ง   ขนมสาลี่    เข้าไปจำนวนมาก  ๆ  จะช่วยเป็นตัวหุ้มกันไม่ให้วัตถุที่มีปลายแหลมแทงทะลุกระเพาะอาหารหรือลำไส้
2. อย่าให้ยาถ่ายเป็นอันขาด
3. รีบนำส่งโรงพยาบาล   เพื่อจะได้เอกซเรย์ว่าวัตถุตกลงไปอยู่ส่วนใด  จะได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาออก 

สรุป                                                
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน   ผู้คนทั่วไปมีโอกาสได้รับอุบัติเหตุจากการที่สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้เสมอ    อาจโดยบังเอิญ  หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ซึ่งได้แก่   เศษวัตถุ    ฝุ่นละออง    หรือสะเก็ดวัตถุเล็ก ๆ  เมล็ดผลไม้   สิ่งเหล่านี้เมื่อเข้าไปในอวัยวะต่างๆ   เช่น ตา  หู  คอ  จมูก  และกระเพาะอาหารแล้ว  จะทำให้เกิดอันตราย   ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลและช่วยเหลือเพื่อเอาสิ่งเหล่านั้นออกจากร่างกายโดยด่วน ซึ่งวิธีช่วยเหลือในแต่ละกรณีต้องกระทำอย่างถูกต้อง    ลดภาวะการบาดเจ็บซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่

 ที่มา  http://www.phyathai.com/phyathai/article_critical_foreignbody.php

 

กำลังใจในการเรียน

กำลังใจในการเรียน

ที่มา  http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=7896D6F441866AF241D3EC0B64502934

เก่งน้อยค่อยบรรจงหมั่นฝึกฝน
ใจอดทนพรากเพียรใฝ่ศึกษา
แม้เหนื่อยยากบากบั่นมิเลิกลา
ใจสั่งว่าอย่าท้อสู้ต่อไป

อันหนทางยาวไกลหลายหมื่นลี้
ยังเริ่มที่หนึ่งก้าวใช่หรือไม่
แม้นวันนี้ถึงจุดหมายยังอยู่ไกล
ขอแค่ใจไม่ยอมแพ้แค่นั้นพอ

ที่มา  http://www.forwriter.com/mysite/forwriter.com/webboard/question.asp?QID=963

สิ่งที่ประทับใจ

                วันนี้ตอนเที่ยงแม่โทรมาคุยด้วย แม่บอกว่าพ่ออาการดีขึ้นมากแล้ว สามารถไปทำงานได้แล้ว และพี่ชายคนโตก็กลับจากการเข้าค่ายแล้วด้วย ได้คุยโทรศัพท์กับแม่เกือบครึ่งชั่วโมง และได้ถามถึงสาระทุกข์สุขของคนที่บ้าน สุดท้ายก่อนวางสายแม่ก็ให้กำลังใจในการเรียน ความอดทนในการเรียน และการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ เพราะเราอยู่ไกลจากบ้าน เราอยู่ที่นี่เพื่อนเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือเราได้ มีอะไรก็แบ่งปันกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

โรคอีสุกอีใส (Varicella)

โรคอีสุกอีใส (Varicella)

ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%AA

         โรคอีสุกอีใสหรือไข้สุกใส เป็นโรคที่มักจะเกิดกับเด็กเล็ก วัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าโรคนี้จะไม่เกิดกับคนที่อายุมาก เพียงแต่โอกาสเกิดกับคนที่อายุมากจะน้อยกว่า สำหรับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะเกิดเป็นภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตกล่าวคือจะไม่เป็นโรคนี้ซ้ำอีก โรคอีสุกอีใสมักจะระบาดในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน สาเหตุของโรคอีสุกอีใสมาจากเชื้อไวรัสที่ชื่อไวรัสวาริเชลลา(Varicella Virus) ซึ่งมีระยะฟักตัวของเชื้ออีสุกอีใส 10-20 วัน

อาการของโรคอีสุกอีใส อาการของโรคจะเริ่มปรากฏหลังจากร่างกายได้รับเชื้อแล้ว 14-16 วัน โดยจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว เป็นไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อาการโรคอีสุกอีใสที่สำคัญคือจะมีผื่นแดงและตุ่มขึ้นที่หนังศีรษะ(ตามไรผม)ก่อนแล้วจะลามไปบริเวณหน้า แผ่นหลัง ลำตัว แขนและขา บางคนอาจมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้เจ็บคอ ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย
ผื่นแดงที่เริ่มเกิดขึ้น จะเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มๆ นูนๆ มีน้ำใสๆ อยู่ภายในและมีอาการคัน ต่อมาอีกไม่กี่วันก็จะแห้งและตกสะเก็ดกลายเป็นแผลอีสุกอีใส คนที่เป็นโรคอีสุกอีใสหากมีความอดทนต่ออาการคันได้โดยไม่เกา หลังจากหายจากโรคอีสุกอีกใสแล้วก็จะไม่มีแผลเป็นอีสุกอีใสให้เห็น(หรือมีก็น้อย)แต่ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนมากจะคันและชอบเกาที่แผลตอนตกสะเก็ดจึงทำให้กลายเป็นแผลเป็นอีสุกอีใสหลังจากหายแล้ว
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย เพียงแค่การสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย การหายใจ ไอ จามรดกัน โดยเฉพาะการสัมผัสโดยตรงบริเวณตุ่มใสจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย(ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกัน) โดยทั่วไปแล้วโรคอีสุกอีใสจะไม่อันตรายรุนแรงมากนัก ผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใสจะเป็นเองและหายเองได้แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดอาการแทรกซ้อนในขณะที่ยังเป็นโรคนี้อยู่
การรักษาและวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเชลลาและยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง การดูแลรักษาอีสุกอีใสจึงเป็นการรักษาตามอาการเท่านั้นคือ อาการไข้และอาการทางผิวหนัง กล่าวคือหากผู้ป่วยมีไข้สูงให้เช็ดตัวบ่อยๆ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล(ห้ามให้ผู้ป่วยกินแอสไพริน) หากมีอาการของโรคอีสุกอีใสที่เป็นอาการทางผิวหนังเช่น เกิดอาการคันให้ใช้ยาทาแก้ผื่นคัน(คาลาไมล์โลชั่น) ถ้าคันมากก็ให้กินยาแก้แพ้ช่วยบรรเทาอาการคัน ควรตัดเล็บผู้ป่วยให้สั้น อย่าแกะเกาตุ่มคันเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดอาการแทรกซ้อนได้ ส่วนเรื่องอาหารการกินให้กินอาหารได้ตามปกติ ทั้งเนื้อนมไข่ ฯลฯ เพื่อให้ร่างกายเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อโรค
การเฝ้าระวังอาการโรคอีสุกอีใส โดยทั่วไปอาการอีสุกอีใสหลังจากได้รับการดูแลรักษาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาการจะค่อยๆ ทุเลาได้เองภายใน 1-3 อาทิตย์ ในระยะนี้ให้ระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น ตุ่มที่เป็นในเยื่อบุปากรุนแรงจนทำให้กินอาหารไม่ได้ ปอดอักเสบ(ปอดบวม) มีอาการหายใจหอบ ตาเหลือง ซึม ปวดศีรษะมาก เจ็บหน้าอก อาเจียน หรือตุ่มตามร่างกายเป็นหนองหรือพุพอง ควรนำผู้ป่วยไปหาแพทย์ทันที
การป้องกันโรคอีสุกอีใส ทำได้โดยการไม่ใช้ข้าวของเครื่องใช้ปะปนกัน พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ไม่สัมผัสกับผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสโดยตรง ในปัจจุบันนี้การป้องกันโรคอีสุกอีใสอีกวิธีหนึ่งคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส(ประมาณ 800-1,200 บาท) หากไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังอาจลองปรึกษาแพทย์ให้ตรวจดูว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคนี้หรือยัง สำหรับผู้ที่ต้องสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นประจำอาจจำเป็นต้องป้องกันแบบเร่งด่วนโดยฉีดเซรุ่ม(VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

โรคอีสุกอีใสไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรงหากผู้ป่วยได้รับการดูแลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก็จะสามารถผ่านพ้นและหายจากโรคอีสุกอีใสได้แบบสบาย…สบาย.

ที่มา  http://thai-good-health.blogspot.com/2009/06/varicella.html

สิ่งที่ประทับใจ

วันนี้ได้โทรไปคุยกับพี่สาว และถามข่าวคราวเกี่ยวกับหลานที่ชื่ออิมรอน เขากำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 หลานของฉันคนนี้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส พี่บอกว่าได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้ว และไปหาหมอชาวบ้านอีกด้วย พี่บอกว่าไข้ลดแล้ว แต่ก็ยังมีผื่น ซึ่งเป็นธรรมดาของโรคอีสุกอีใส ฉันดีใจที่อาการของโรคไม่ได้รุนแรงมาก และฉันประทับใจที่หลานของฉันกำชับให้พี่สาว (ซึ่งเป็นแม่ของเขา) ให้ไปลาคุณครูด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้ฝากเพื่อนไปลาคุณครู เขาบอกว่ากลัวสอบตก (ฉันแอบหัวเราะเบาๆ) แสดงว่าเขาก็ให้ความสำคัญกับการเรียนอยู่พอสมควร

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของมาเลเซีย

                        เที่ยว”มาเลเซีย”เสน่ห์แห่งเอเชีย

         ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เป็นประเทศที่น่าเที่ยวอีกหนึ่งประเทศ มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งทัศนียภาพทางภูมิประเทศที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

       

       กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย จะได้ไปเห็นตึกแฝดสูงที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า Petronas มีความสูงถึง 452 เมตร หรือสูงกว่าตึกใบหยกบ้านเรา 148 เมตร ออกแบบโดยชาวอเมริกัน Cesar Pelli ก่อสร้างโดยบริษัทจากญี่ปุ่น และบริษัทเกาหลี รับผิดชอบกันคนละตึก และต่างก็ต้องแข่งขันกันด้วย เพราะหากใครสร้างเสร็จก่อนก็จะเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อมตึกทั้งสองในชั้นที่ 42 ปรากฏว่าแรกๆเกาหลีสร้างได้เร็วมาก แต่หลังจากญี่ปุ่นตั้งหลักได้ก็แซงเกาหลีและเสร็จก่อนประมาณ 1 เดือน….ส่วนเจ้าของตึกมีชื่อว่า Kuala Lumpur City Center Holdings Sdn. Bhd. หากเข้าใจง่ายๆก็เหมือนเป็นรัฐวิสาหกิจในบ้านเรา ส่วนชื่อตึก ก็เป็นชื่อบริษัทน้ำมันของชาติมาเลเซียที่คนไทยเริ่มรู้จัก คล้ายกับ ปตท.ในบ้านเรา ตึกแฝดนี้สูงมากทีเดียวอยู่ใกล้ๆก็ต้องแหงนจนคอตั้งบ่า เห็นตัวตึกสร้างด้วยสแตนเลสและติดกระจกทั้งหลัง เมื่อก่อนเคยครองแชมป์ตึกสูงที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันโดนตึก Taipei 101 แย่งตำแหน่งไปซะแล้ว ซึ่งมีความสูงถึง 509 เมตร ตึก Petronas กลายเป็นจุดขายของการท่องเที่ยวมาเลเซียที่ไกด์จะต้องจัดโปรแกรมให้มาเห็นด้วยตาพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

 


       ชมเมืองใหม่ปุตราจาย่า ชมมัสยิดสีชมพูที่งดงาม ถ่ายรูปกับลานปุตตรา นั่งกระเช้าข้ามภูเขาที่มีความเร็วที่สุดในโลกและยาวที่สุดในเอเซีย เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พักบนเก็นติ้งไฮแลนด์ เพลิดเพลินกับเครื่องเล่นต่างๆ มากมายหลายชนิด บริเวณสวนสนุกในร่ม


       ชมความงดงามของ Stadthuys ,Victoria Fountain, Christ Churchหอนาฬิกา กังหันแถบ Duch Square และย่านอาณาจักรสีแดง ซึ่งเคยเป็นดินแดนของดัช

 


       เขา St. Paul Hill ชมทิวทัศน์ของเมืองและไปสักการะรูปปั้นนักบุญ St Fracis ที่ศักดิ์สิทธิ์ (ตามตำนานเล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีล่วงมาแล้ว นักบุญ Farncis ได้สิ้นชีวิตไปเกือบ 1 ปี เขาได้ฝังศพไว้ในมะละกา ต่อมาได้ขุดศพท่านขึ้นเพื่อจะนำท่านไปฝังที่เมืองกัวร์ ประเทศอินเดีย แต่เมื่อขุดศพท่านขึ้นมาปรากฏว่า ศพท่านเหมือนคนนอนหลับ จึงได้ขอตำแหน่งนักบุญให้แก่ท่านจากพระราชวังวาติกัน แต่ทางพระราชวังได้ตอบกลับมาอีก 16 ปีผ่านไปขอให้ตัดแขนไปพิสูจน์ เมื่อตัดแขนปรากฏว่ามีเลือดไหลเหมือน ยังมีชีวิตอยู่จึงได้รับประกาศให้เป็นนักบุญ St. Francis Xavier และอีก60 ปีผ่านไป ทางมะละกาต้องการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้บนยอดเขา St. Paul Hill เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ปรากฏว่าในวันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าลงมาถูกกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาถูกแขนหัก เหมือนแขนข้างที่ตัดส่งให้ พระราชวังวาติกัน St. Francis Xavier จึงมีผู้นับถือทั่วโลกและมีโรงเรียนในชื่อท่านทั่วโลก

 


        ชมป้อม A Famosa ป้อมป้องกันเมืองของโปรตุเกส ซึ่งถูกทำลายโดยอังกฤษจนเกือบหมด เพราะไม่ต้องการให้มะละกามีเขี้ยวเล็บ (เหลือไว้ แค่ประตู Porta De Santiago)

         ชมย่านของเก่าบน ถนน Jonker Street ชมย่านการค้าผสมผสาน บนถนนเดียวกัน ชมวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย วัด Cheng Hoon Teng Temple

 

       

        คาเมรอนไฮแลนด์ ชื่นชมธรรมชาติ ระหว่างทางสู่คาเมรอน ชมไร่พืชผักอันเขียวขจีและไร่สตอร์เบอร์รี่จำนวนมากมาย บนภูเขาสูงสัมผัสอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เพลิด เพลินกับทัศนียภาพของทิวเขาและป่าดงดิบแวะชมฟาร์มผึ้ง

 


         น้ำตกอีสกานด้า น้ำตกที่มีสายน้ำที่สวยงาม

 


         ย่าน Dataran Merdeka สถานที่ฉลองเอกราช ชมอาคารสวยๆรอบๆ เช่น อาคาร Sultan Abdul Samad ปัจจุบันเป็นที่ทำการของศาลสูง อาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งใน มาเลเซีย Selangor Club ของผู้ดีชาวอังกฤษในสมัยก่อน

         ชมลานน้ำพุ St Mary Chuch โบสถ์เซ็นต์แมรี่ อายุกว่า 200 ปี และเสาธงที่สูงที่สุดในโลก (ในวันที่ 30 ส.ค. 2500 ธง Union Jack ของอังกฤษได้ลดลงและชักธงสหพันธ์ รัฐมาเลเซีย ขึ้นแทนอันถือเป็นวันฉลองเอกราช)

         มะละกา เมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการติดต่อค้าขายหรือเป็นเมืองเศรษฐกิจจนได้รับฉายาว่า Golden Age หรือขวานทอง เป็นต้นเหตุต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมาเลเซียอยู่หลายครั้งหลายหน มีมรดกตกทอดทางสถาปัตยกรรมของชาติยุโรปอยู่หลายแห่ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ของมาเลเซีย

 

          วัดเขาเต่า ซึ่งมีเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานบนยอดเขา ชมเจดีย์หมื่นพระ 

          ชมทิวทัศน์ของเมืองปีนัง เมืองท่าใหญ่ในสมัยประเทศอังกฤษมาปกครอง สนุกกับการลงเขาช้อปปิ้งสินค้าหลากหลายจากทั่วประเทศอาเซียนและของเล่นตลกๆ ต่างๆ ของที่ระลึกของมาเลเซีย สัญลักษณ์ต่างๆของประเทศ เสื้อผ้าสวยงามและผ้าปูโต๊ะจากจีน พรมจากอินเดีย เลือกซื้อของที่ระลึกท้องถิ่นฝากคนที่บ้าน ” บะกุดเต๋ ” (ผงสมุนไพรยาจีนบำรุงร่างกาย)

         ชมอาคารบ้านเรือนชาวปีนังซึ่งสร้างตามแบบสถาปัตยกรรม โปตุเกสอันเก่าแก่ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียอนุรักษ์ไว้มองดูเหมือนอาคารของชาวภูเก็ต

ที่มา  http://travel.thaiza.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2-92201.html

ขำขำจับกบ

ขำขำจับกบ

ที่มา  http://women.mthai.com/women-variety/20418.html

ตอนที่ฉันกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ฉันเรียนโรงเรียนหญิงล้วน เพื่อนสนิทในกลุ่มของฉันมีทั้งหมด 8 คน พอถึงช่วงพักเที่ยงเพื่อนอีก 5 คนไปละหมาดซุฮ์รี ส่วนฉันและเพื่อนสนิทในกลุ่มอีก 2 คน (ละหมาดไม่ได้ เพราะมาประจำเดือน) ก็ได้เดินไปที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารเที่ยง ระหว่างนั้นก็เดินพลางคุยพลาง โดยไม่ทันสังเกตพื้นที่โรงอาหารที่เป็นทางต่างระดับ ทันใดนั้นฉันก็ก้าวเท้าผิด ทำให้ล้มลงกับพื้น ทุกคนและเพื่อนสนิทของฉันที่เห็นเหตุการณ์ก็ต่างพากันหัวเราะ ได้มีเสียงแว่วๆ จากรุ่นพี่คนหนึ่งว่า “ จับกบได้กี่ตัวล่ะ ” ขณะนั้นฉันรู้สึกอาย แต่ก็แอบหัวเราะตัวเองอยู่เหมือนกัน ฉันทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็เดินไปซื้อข้าวตามปกติ (ทำหน้าตายเข้าไว้ค่ะ อิอิอิ) พอเข้าห้องก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนในกลุ่มฟัง ทุกคนก็ต่างหัวเราะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปตามๆกัน